2007/Jan/15

ไม่ได้อัพบล็อกซะนานข้ามปีเลย กลับมาทีนี่ยักไยเกาะตรึมเลยวุ้ย อ่าเข้าเรื่อง ๆเห็นหัวข้อข้างบนก็อย่านึกว่ามาแนะนำภาพยนต์เรื่องใหม่นะ แต่ไอ้นี่มันคือ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันที่ 11 มกราคม 2550 ที่ผ่านมานี่เอง แต่ขอเล่าแบบ พิลึก ๆ หน่อยเพื่อความฮา

ภาระกิจเริ่มต้นขึ้นเมื่อผมได้รับบัตรเชิญเข้าร่วมงานวันรับปริญญาที่ ม.รามฯ เมื่อวันที่ 11 ตามหมายกำหนดการ ผมควรมุ่งหน้าไปถึงที่นั่นราว ๆ บ่ายโมง โดยเริ่มต้นที่จุดนัดพบกับ เอเย่นโฮอิจิ ที่ หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง แต่ก่อนหน้านั้นผมต้องนำข้อมูลดิจิตอลที่เป็นภาพถ่ายไปยังร้านอัดรูปเสียก่อน หมายกำหนดการณ์แรก เคลียร์อย่างง่ายดาย เมื่อเอเย่นโฮคุง มาตามนัดหมาย ซึ่งก็ดูไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ว่าความซวยก็เริ่มบังเกิด เมื่อไอ้รถคันที่ควรจะมารับเรากลับไม่มาตรงเวลา ที่นัดหมาย

บัดซบ!!! เสียเวลาไปครึ่งชม. กว่ามันจะมา 188 ใช่มันมาแล้วรถคันที่เราจะใช้ไปยังจุดหมายทื่ 2 หลังจากนั่งทำสมาธิบนพาหนะ 2 ประตู 20 หน้าต่างมาประมาณเกือบ ชม. เราก็ได้มาถึงจุดหมายที่ 2 เมื่อดูจากนาฬิกาของตัวเองก็พบว่า บ่ายโมงแล้ว หลังจากนึ้แหละเสียงสัญญาณโทรเข้าก็กระหน่ำดังขึ้นไม่ขาดสาย

เอเย่นอีก 3 ท่านที่นัดหมายไว้กระหน่ำโทรตามตัวด้วยถ้อยคำที่เหมือนนัดกันมาเลย "อยู่ไหนฟะ!!"แน่นอนถึงเวลานัดแล้ว แต่ผมกับเอเย่นโฮฯ ยังแหงกอยู่แค่รังสิตอยู่เลย เวลานี้ผมควรต้องรีบแล้วใช่ไหม?

รอ....รอ......แล้วก็รอ.....ไอ้รถสาย95 เวรตะไลนั่นก็ไม่ยอมโผล่ศีรษะมาให้เห็นในระยะสายตาเสียที เวลาก็เดินไปเรื่อย ๆ ไม่หยุดเลย ตัดใจเอาล่ะวะ ใช้รถเร็วก็แล้วกัน แพงหน่อยแต่ก็ยังดีกว่ามารออีกเมื่อไหร่มันจะมา

ตัดสินใจได้ก็ วิ่งกระโจนเข้าไปในรถตู้ที่มีจุดหมาย ม.รามฯ แน่นอนช่วงแรกการเดินทางลื่นไหลดี แต่นรกรอบ 2 เมื่อมาถึงแถวลาดพร้าว ผมก็ต้องผจญกับมรดกสุดยอดแห่งเมืองไทย "รถติด"แถมติดแม่งตั้งแต่ลาดพร้าว ยันหัวหมากเลย กว่าผมจะถึงที่หมายก็ล่อไป เกือบบ่าย 3 ระหว่างที่นั่งบนรถนั่นสัญญาณกระหน่ำโทรก็มาไม่ขาดสาย พร้อมประโยคเดิม ๆ

กว่าผมจะถึงได้ก็เล่นเอาแย่พอเดินลงจากรถปับ เราก็เปิดโหมดเช็คคำสั่ง มุ่งหน้าเข้าสู่ที่นัดหมาย "อาคารสุโขทัย" อ่า

แล้วมันอยู่ตรงไหนล่ะโว้ย!!!!!

หลังจากถามทางกับคนที่ผมมั่นใจว่ารู้ทางแน่นอนแล้วก็พบว่า มันอยู่ท้ายมหาลัย เวรแล้วมหาลัยมันกว้างโคตร แล้วจุดที่ลงรถมันก็ดันมาอยู่คนละด้านกับจุดนัดพบเลย แล้วเวลาก็กระชั้นชิดมากแล้ว ทำไงดี? สุดท้ายน่ะเหรอ ก็ต้องวิ่งสิครับ วิ่งฝ่าฝูงคลื่นมหาชนฝ่า เข้าไปยังจุดนัดหมายกว่าหลายร้อยเมตร แถมหลงทางอีกตะหาก กว่าจะคลำไปจนเจอก็แทบแย่

หลังจากที่มาถึงจุดหมายแล้ว ภาระกิจก็ดำเนินจนเสร็จสิ้น ขากลับผมได้ เอเย่นอาร์ม มาร่วมทางด้วยอีกหนึ่งคนเวลา 5 โมงละ เอเย่นโฮฯ ดันไฟหมดเพราะไม่ได้กินข้าวเช้า กับ กลางวัน เวรจริง ๆ ทำไงดีเนี้ย ร้านข้าวสิงานนี้หลังจากตะลุยฝูงชนในทางแคบที่ไกลราว ๆ600 เมตรเราก็ได้พบมัน ร้านอาหารตามสั่ง เอาล่ะวะ!! เติมพลังมันตรงนี้แหละ เติมพลังเสร็จ ก็ต้องหาทางกลับต้องฝ่าฝูงชนกลับทางเดิม มาขึ้นรถ 128 และนรกก็เริ่มขึ้น เมื่อโชว์เฟอร์แก นึกว่าตัวเองเป็น ทาคุมิ พระเอกนักดริฟ แม่ง เหยียบเกียร์ 5 ไม่ปล่อยเลย เล่นเอา รู้สึกว่า นี่กรูนั่งรถเมลล์ หรือรถแข่งกรังปรี กันวะ ภวนาในใจเมื่อไหร่แม่งจะถึงลาดพร้าวซะทีโว้ย!!!

หลังจากอกสั่นขวัญแขวนกันไปพอตัว เล่นเอาอายุสั้นลงไปเยอะมาแล้ว เราก็ต้องวิ่งหน้าตั้งไปทะลุ เซ็นทรัลลาดพร้าวเพื่อไป ต่อรถ 29 เพื่อกลับเข้ารังสิต เนื่องจากถ้าเวลานี้เส้นพหนโยธินจะติดบรรลัย จึงต้องเลือกไปเส้น วิภาวดีแทน แต่การวิ่งฝ่าฝูงชนรถยนต์ แล้วก็สะพานสูงเพื่อข้ามฟากมายังป้ายรถประจำทางสาย 29 ก็เล่นเอาเหนื่อแฮก แถมต้อง ยืนขาแข็งอีก กว่าจะถึงรังสิต เอเย่นอาร์มแยกตัวไป ก่อนถึงรังสิตเล็กน้อยหลังจากลงรถที่ป้ายรังสิต ผมก็ต้องวิ่งสู้ฟัด เข้าไปยัง ห้างฟิวเจอร์พาร์ครังสิต เพื่อทำภาระกิจอีก 1 อย่างคือ ซื้อสติ๊กเกอร์แปะ คีย์บอร์ด เวลาตอนนี้ 2 ทุ่มเข้าไปแล้ว ถ้าหากเกิน 2 ทุ่มครึ่งไปแล้วจะไม่มีรถกลับเข้ามาบ้านผมอีก และไอ้ร้านเวร ก็อยู่แม่งซะชั้นบนสุดผมต้องออกแรงวิ่งสุดชีพ เพื่อทำเวลา พอ ๆ กับนักวิ่ง 100 เมตรปีนสะพานลอย ขึ้นบันไดเลื่อนวิ่งเต็มที่ไปที่ร้านนั้น แถมขากลับออกจากห้าง ก็ต้องวิ่งไปที่ขึ้นสะพานลอยที่ถูกทำให้แยกจาก 1 เป็น 2 เพราะการก่อสร้างทางยกระดับใหม่ ไอ้เวร ขึ้น ๆ ลง ๆ สะพานรวม 10 รอบ ขาก็แข็งจะตายแล้ว รถเมลล์คันสุดท้ายจอดอยู่ตรงหน้า ไม่มีเวลาให้พักเลยถ้ามันออกไปละก็ ผมต้องนอนข้างถนนแน่คืนนี้

โชคดี วิ่งไปถึงได้ทัน แต่ภาระกิจยังไม่จบผมต้องแวะไปรับ พัสดุที่ถูกฝากไว้กับเอเย่นต์โฮฯ อีก พัสดุนั้นหนักมากเลยแต่ยังดีขากลับผ่านที่ทำงานของท่านแม่ เลยติดรถกลับมาได้

ภาระกิจเสร็จสิ้น

แต่วันรุ่งขึ้น ก็นอนอืดจนเกือบเที่ยงวันโน่นแหละ...หลังจากนั้นก็ยังมีเรื่องให้ปวดใจในวันที่ 13 อีกเฮ้อ............

2006/Jul/11

Suzumiya Haruhi No Yuuutsu SpecialEdition

EP 02

หลังจากลุกขึ้นยืนอย่างทันควันได้แล้ว มือข้างที่ถือดาบของผมก็สะบัดมาไว้เบื้องหน้าเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนที่จะก้าวเท้าวิ่งออกไปหา แม่สาวน้อยที่ลงไปกลิ้งอยู่กับพื้น แต่รู้สึกว่าผมจะคิดอะไรตื้นไปหน่อยแฮะเพราะไอ้ชุดที่หุ้มร่างผมตอนนี้มันไม่ได้ให้ความรู้สึกว่าผมแข็งแรงขึ้นเลย ตรงกันข้ามประหนึ่งว่าผมก็กำลังโดนสปริง กับลูกเหล็กมาฉุดรั้งการเคลื่อนไหวของตัวผมเอาไว้

ผมก้าวเท้าแทบจะไม่ออกเลย ในขณะที่แม่หนูปังตอลุกขึ้นได้และวิ่งตรงเข้ามาสับผมแขนผมพยายามออกแรงเพื่อบังคับดาบที่อยู่ในมือมาป้องกัน แต่ว่ามันขยับได้ช้ามาก ๆทำไมนะตอนที่ผมเห็นตัวผมใช้ในตอนนั้น เขาก็เคลื่อนไหวได้อย่างคล่องแคล่วนี่นา ทำให้ผมชักสงสัยตัวเองขึ้นมาตงิด ๆ ว่าในอนาคตนั้นตัวผมไปทำอะไรมากันแน่ถึงได้ใช้ไอ้ชุดที่หนักอึ้งนี่เคลื่อนไหวได้ดูสบาย ๆแบบนั้น

คมมีดปังตอสับไปบนร่างของผมอย่างรวดเร็วถึง 3 ครั้งถึงผมจะไม่รู้สึกเจ็บอะไรมากนัก แต่มันก็ทำเอาโซเซได้เหมือนกัน ดวงตาของผมเห็นประกายไฟที่แล่บออกมาจากการปะทะกันของมีดปังตอในมือเธอกับหน้าอกของผมมันเรื่องอะไรที่ผมจะยอมโดนฝ่ายเดียวโดยไม่ตอบโต้ ใช่แล้ว วินาทีนั้นผมคิดอย่างนั้น ผมรีบส่งความคิดของผมไปที่มือขวาของผมทันทีเพื่อที่จะได้ตอบโต้เธอบ้าง

"ย๊าก!!!!"

ผมตะโกนออกไปอย่างนั้นโดยไม่รู้ตัว สงสัยว่าเวลาที่คนเราจะทำอะไรโดยออกแรงมาก ๆ คงต้องตะโกนเรียกพลังแบบนี้ล่ะมั้ง ผมหวดดาบในมือผมใส่ สาวน้อยชุดขาวอย่างสุดกำลังที่มีแต่ว่าการโจมตีของผมก็ทำได้แค่ตัดต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้นแหละเพราะเธอหนีออกไปจากตรงนั้นเสียนานแล้ว แต่ถึงแบบนั้นผมก็ยังตกใจกับสิ่งที่ผมทำลงไปอยู่ดี ต้นไม้ใหญ่ขนาด 3 คนโอบขาดสะบั้นลงด้วยการฟันของผมเพียงครั้งเดียวนี่ตกลงว่าชุดนี่มันให้พลังผมหรือว่า นี่คือพรสวรรค์ของผมกันนะ

แต่ว่ามันคงไม่มีเวลาชื่นชมกับเรื่องนี้มากเพราะปังตอของเธอ ฟันฉับเข้ากลางหลังผมอย่างจังจนผมเซไปข้างหน้า พอผมหันกลับมาเธอก็ไปฟันข้างหลังผมอีก ให้ตายเถอะนี่ผมกำลังสู้กับอะไรเนี้ย!?

ไม่รู้ว่าเพราะเธอเร็วมาก หรือผมช้าลงกันแน่ หรือจะทั้งสองอย่างก็ตาม สถานการณ์ของผมตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับสุนัขจนตรอก ถึงผมจะไม่ใช่สุนัข และที่นี่ก็ไม่ใช่ตรอกก็ตามแต่ ชุดที่ทำให้ผมเคลื่อนไหวลำบากนี่ผมจะถอดก็ไม่ได้เสียด้วยเพราะถ้าผมไม่ได้ผมมันละก็ผมคงไปนั่งจิบน้ำชากับยมบาลตั้งแต่เมื่อกี้แล้วแน่ ๆ แต่ถ้าผมยังช้าแบบนี้ก็คงจะทำอะไรเธอไม่ได้นี่ผมควรทำเช่นไรดีเนี้ย!?

เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางกะบาลผมก็มิปาน มันเป็นความรู้สึกที่บรรยายเป็นคำพูดมิได้จริง ๆ ผมโดนของที่แข็งมาก ๆ ฟาดเข้าเต็ม ๆ ศีรษะ ใช่แล้วผมลืมไป ลืมไปสนิทเลยด้วยว่าแม่สาวน้อยปังตอชุดขาวไม่ได้เป็นศัตรูคนเดียวที่อยู่ที่นี่ ยังมีไอ้หนุ่มแบ็ตเตอร์คลั่งกับแม่สาวปืนคู่ ให้ตายสิมึนไปหมดสติของผมเหมือนลูกเบสบอลที่โดนหวดอย่างเต็มแรงจนเป็นลูกโฮมรันเลย

"ตายซะ!!"

เสียงตะโกนอย่างกันจะกินเลือดกินเนื้อนี่มันดังเข้ามาในประสาทหูของผมอย่างเลือนลาง ทั้ง ๆ ที่พวกนี้ก็อยู่ใกล้ ๆ แต่เสียงที่ได้ยินทำไมมันเหมือนอยู่ไกลนักล่ะ นี่ผมกำลังจะตายแล้วเหรอ? ไม่มีใครบอกผมเรื่องนี้ซักคนสิ่งที่ผมได้รับมันกลับเป็น ปังตอ ไม้เบสบอลแล้วก็ลูกตะกั่ว ที่กระหน่ำอัดร่างของผมจนตัวผมปลิวไปอย่างกับขนนกต้องแรงลม ใช่ตัวผมที่หนักอึ้งกลับลอยไปอย่างง่าย ๆ บอกตรง ๆโดนแบบนี้คงรอดยาก ถึงผมจะสวมไอ้ชุดนี่อยู่แต่ก็ยังรู้สึกได้เลยว่า เขาอัดผมแรงแค่ไหนนี่รู้สึกเหมือน ตับ ไต ไส้ พุ่ง ผมมันแทบจะยุบลงมารวมกันอยู่ที่เดียวกันเลย สติรับรู้ของผมมันเลือนลางลงเรื่อย ๆ นี่ผมมาได้แค่นี้เองหรือ?

ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังฝันอยู่หรือว่าผมกำลังจะตื่นจากฝันบ้า ๆ นี่กันแน่ก็ไม่รู้หรือว่าผมตายไปแล้วกันแน่นะ

"เคียวอึน"

ใครน่ะ? ใครเรียกชื่อของผม

"เคียวอึน ได้ยินที่ฉันพูดหรือเปล่า?"

ฉันที่ว่าน่ะมันใครกันล่ะ?

"อย่ายอมแพ้ง่าย ๆ เซ่นึกถึงวิธีใช้เจ้าสิ่งนี้ให้ออก"

"วิธีใช้....สิ่งนี้..."

เสียงของใครซักคนบอกกับผมเช่นนั้นผมรู้สึกแปลก ๆ นับตั้งแต่ได้ยินเสียง ร่างกายผมมันร้อนขึ้น ร้อนขึ้นเรื่อย ๆ จนรู้สึกอย่างกับโดนไฟเผางั้นแหละ รู้สึกตัวอีกทีผมก็มองเห็นท้องฟ้าที่มีแสงจันทร์สาดส่อง ผมผงกหัวขึ้นเล็กน้อยก็มองเห็นคน 3 คนที่ทำร้ายผมเมื่อกี้กำลังยืนมองผมอยู่ และตอนนี้พวกเขาก็วิ่งเข้ามาหาผมแล้ว พริบตานั้นผมก็เริ่มรู้สึกแปลก ๆ อีก ผมรู้สึกว่าผมรู้วิธีใช้ชุดนี้ รู้สึกว่าคุ้นเคยกับมันนานแล้ว รู้ว่าผมควรทำเช่นไรจึงจะชนะ มันเป็นเพราะอะไรกัน ทำไมผมถึงรู้สึกแบบนั้นกัน ผมหาคำตอบไม่ได้จริงๆแต่ร่างกายผมก็ขยับไปเองเหมือนเป็นสัญชาติญาณอย่างนั้นแหละ

ผมลุกขึ้นยืน พร้อมกับใช้มือซ้ายกดหางแมงป่องที่ดาบให้พับลงไป พริบตานั้นผมก็รู้สึกเหมือนมีไฟฟ้าแล่นผ่านไปทั้งร่าง เสียงที่เหมือนกับอะไรบางอย่างกำลังขยายตัวออกดังขึ้นข้าง ๆ หูผมอย่างชัดเจน

"Cast off"

ปากของผมขยับออกเสียงคำ ๆ นี้ออกไปเองเหมือนกับว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดา ผมไม่เข้าใจตัวเองในตอนนี้จริง ๆ

Cast Off

คำพูดเดียวกับที่ผมพูดออกไปเมื่อครู่ดังออกมาจากดาบในมือผม เหมือนเป็นการทวนคำพูดที่ผมพูดไปเมื่อครู่และพริบตานั้นก็มีบางอย่างกระเด็นออกไปรอบทิศทางจากตัวผม และสิ่งที่กระเด็นออกไปนั้นจะกระแทกโดนร่างของคนที่กำลังวิ่งเข้ามาอย่างจัง ทำเอาเขาเหล่านั้นลอยไปตามแรง

Change Scorpion

มือซ้ายผมดึงหางแม่งป่องที่เพิ่งตบลงไปเมื่อกี้ขึ้นมาและกดลงไปซ้ำอีกครั้งอย่างรวดเร็ว

Rider Slash

สิ้นเสียงนั้นผมก็เห็นกระแสไฟฟ้าวิ่งอยู่บนดาบในมือผมอย่างชัดเจนพร้อมของเหลวสีดำเริ่มไหลออกจากใบดาบ น่าแปลกดีแท้ ๆ ทำไมไฟฟ้านั้นถึงไม่ช็อตผม แต่ก็ดีแล้ว ถ้าหากมันซ็อตผมมันก็คงจะเป็นเรื่องที่หัวเราไม่ออกแหง ๆ เลย แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่ผมไม่ได้ใส่ใจในตอนนี้นี่นะ ผมสะบัดดาบลงมาข้างเอวอย่างเป็นธรรมชาติผมรู้ว่าผมควรทำเช่นไรต่อไป

"Clock Up"

Clock Up

ทุกอย่างรอบตัวผมหยุดนิ่งลงทันที ไม่สิมันไม่ได้หยุดนิ่งจริง ๆ หรอกแต่มันเคลื่อนไหวช้าลงมากตะหาก เหมือนกับผมกำลังดูวีดีโอที่กดฟังก์ชั่นสโลวโมชั่นยังไงอย่างงั้นเลยทีเดียว พริบตานั้นผมไม่รีรออะไรอีกแล้ว เท้าทั้งสองของจ้ำออกไปอย่างรวดเร็วพร้อมหวดดาบผ่านร่างที่ลอยอยู่นั้นไปคนละดาบ

Clock Over

สิ้นเสียงนี้ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติร่างของทั้งสามคนที่โดนฟาดฟันกลายเป็นแสงสว่างเรือง ๆก่อนที่จะแปรสภาพกลายเป็นการ์ด 3 ใบและการ์ด 3 ใบนั้นก็หมุนติ้วกลับมาหาผมอย่างรวดเร็ว ผมรับการ์ดทั้งสามใบเอาไว้ในมืออย่างรวดเร็วก่อนที่จะมองดูการ์ดพวกนั้น ในการ์ดมีรูปของคนสามคนนั้นอยู่ด้านบนเขียนชื่อการ์ดเอาไว้ ด้านล่างมีตัวเลขบ่งบอกค่าพลัง และกรอบเล็ก ๆ ที่เขียนคำบรรยายการ์ดซึ่งดูเผิน ๆ การ์ดพวกนี้ก็ไม่ต่างจากการ์ดในเกมการ์ดที่ผมเล่นกับเจ้าโคอึสิมิมันประจำ ๆ ซึ่งก็ไม่อยากเชื่อว่านี่คือคน 3 คนที่ไล่เชือดผมตะกี้เลย แต่ถ้านึกถึงกฏของเกมแล้วนี่ก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปนัก ในเวลานี้ผมก็ได้รู้ชื่อของผู้ที่มาไล่กระซวกผมเสียทีโดยดูจากรูปบนการ์ด ซึ่งก็เป็นดังนี้

ดูเหมือนว่าแม่สาวปังตอ จะเป็นการ์ดชื่อ ริวงุ เรนะ Atk. 900 Def. 500Agi.900น่าจะเป็นค่าพลังโจมตี และป้องกันของการ์ดแต่ผมยังไม่เข้าใจค่า Agi.เพราะไม่เห็นในการ์ดเกมตัวไหนเลย ส่วนไอ้หนุ่มไม้แบ็ตคลั่งเป็นการ์ดชื่อ ไมบาร่า เคย์อิจิ Atk.1200 Def. 700 Agi.250 ส่วนใบสุดท้ายคือ โซโนะซากิ มิอน Atk.700Def.600 Agi.450ส่วนคำอธิบายการ์ดนั้นผมไม่ได้ใส่ใจ แต่ว่าการ์ดพวกนี้ใช้ทำอะไรได้บ้างนะ

"ยินดีด้วยที่ผ่านด่านนี้ท่านผู้กล้าท่านสามารถข้ามไปสเตจย่อยต่อไปหรือ ไปสเตจ 2 เลยก็ได้ หรือท่านจะอยู่เก็บไอเท็มลับในฉากนี้ก่อนก็ได้"

เจ้าลูกชิ้นเรืองแสงนั่นโผล่ออกมาพูดกับผม ให้ตายสิตะกี้แกไปไหนมา

"นี่หรือการ์ดที่ว่า แล้วมันใช้งานยังไง?"

"ท่านก็ต้องหาการ์ดรีดเดอร์ที่ตกได้จากในฉาก หรือไม่ก็ ซื้อจาก NPC ในเกมนี้ ในฉากนี้ก็มี Shop อยู่แต่ว่ามันอยู่ตรงไหนนั้นข้าบอกท่านไม่ได้ท่านต้องหาเอาเอง และหากมีข้อสงสัยประการใดเรียกข้าได้ทุกเวลา"

ผมเริ่มสงสัยในกฏของเกมนี้ซะแล้วนี่ตกลงมันจะเป็นเกม RPG หรือยังไงกันฟะ แต่ผมก็ไม่ได้ถามอะไรอีกแล้วเจ้าลูกบอลแสงที่แสนจะกวนประสาทก็หายไป ตอนนี้ผมคิดคำนวณแล้วว่าคนอื่นๆ อาจอยู่ในฉากนี้ก็เป็นได้ผมจึงตัดสินในที่จะค้นหาพวกเขาในสเตจนี้ต่ออีกซักพักถ้าหากมีร้านค้าก็แปลว่ามันต้องมีไอเท็มดี ๆ ขายอยู่เป็นแน่ ผมจึงคิดที่จะตระเตรียมอะไรก่อนที่จะทำการอื่น แน่นอนว่าผมรีบออกจากที่นั่นโดยไม่ยอมถอดชุดนี้ออก เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะเจออะไรเด็ด ๆ รออยู่หรือไม่ แต่ที่แน่ ๆ ผมเห็นทางเดินที่ทอดยาวไปสู่หมู่บ้านข้างหน้า ผมคงช้าไม่ได้อีกแล้วผมต้องรีบตามหาคนอื่น ๆ ที่อยู่ที่นี่ให้เจอโดยเร็ว ผมคิดเช่นนั้นในขณะที่วิ่งไปตามทางนั้น

To Be Conitnue

2006/Jun/27

Suzumiya Haruhi No Yuuutsu Special Edition

EP 01

ชีวิตนักเรียนม.ปลายที่ดูเหมือนจะธรรมดา แต่ไม่ธรรมดาของผมก็ดำเนินไปอย่างปกติเหมือนกับที่มันเคยเป็น เช้าเข้าเรียน พักเที่ยงกินข้าวหมดเวลาเรียนก็เดินมานั่งที่ห้องชมรมแล้วก็นั่งจุมปุ่กอยู่ที่นั่นพร้อมกับภวนาในใจว่าวันนี้อย่าให้ฮารุฮิทำอะไรแผลง ๆด้วยเถอะ

ชีวิตของผมเป็นแบบนี้มากว่า 3 เดือนแล้วจนผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติพอ ๆ กับการตื่นนอนก็ต้องล้างหน้าแปรงฟันก็ไม่ปานผมนั่งอยู่ในห้องชมรมตามปกติอากาศในห้องค่อนข้างจะร้อนอบอ้าวพอสมควร ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะนี่มันก็ฤดูร้อนแล้ว แต่ทว่าแบบนี้มันก็เกินไปนะมันชักจะเริ่มเห็นด้วยกับฮารุฮินิด ๆ กับการที่จะติดแอร์ในห้องนี้ แต่ว่าถ้าผมเออออห่อหมกกับเธอละก็มีหวังเธอได้ไปขู่กรรโชกหรือแบล็กเมลใครเขาอีกแน่ ๆ และที่สำคัญผมสงสารอาซาฮินะซังที่ต้องมารับเคราะห์กับเรื่องพวกนี้ เพราะงั้นถึงต้องทนใช้พัดลมมือถือก็ยังสุขใจกว่าล่ะนะ

แต่ถึงอากาศจะร้อนอบอ้าวยังไง นางาโต้ ก็ยังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่เงียบ ๆ ณ ที่ตำแหน่งเดิมในห้องชมรมนี้อย่างกับตุ๊กตาประดับห้องที่ไม่รู้ร้อนหนาว แหม ผมล่ะอิจฉาเธอซะจริงถ้าหากผมเป็นได้อย่างเธอก็คงดีไม่น้อยทีเดียว ตรงกันข้ามผมกลับสงสารอาซาฮินะซังที่กำลังทำหน้าทีชงชาให้พวกผมเป็นประจำเสียเหลือเกิน ก็เพราะทั้ง ๆ ที่อากาศในห้องร้อนปานห้องอบซาวหน้า แต่เธอก็ยังต้องใส่ชุดเมดที่ฮารุฮิบังคับให้ใส่อยู่ทุกวี่ทุกวัน แต่ถึงจะเป็นอย่างเธอก็ไม่เคยปริปากบ่นเลย น่ายกย่องจริง ๆ รุ่นพี่มิคุรุ

ส่วนโคอิสุมิที่นั่งยิ้มแป้นอยู่ตรงหน้าผมขณะนี้ผมไม่สนหรอกว่าเขาจะร้อนหรือหนาว แต่ผมสนการ์ดบนมือเขาที่จะทิ้งลงมาใบต่อไปซะมากกว่า ทำไมกันนะผมว่าหมอนี่ก็ทำหน้าแบบนี้ประจำ ๆ แท้ ๆ แต่ทำวันนี้ผมกลับรู้สึกหงุดหงิดหน่อย ๆ กับใบหน้าแบบนี้ของเขาก็ไม่รู้

"เชิญค่ะ"

ระหว่างที่ผมกำลังเคร่งเครียดกับการเลือกการ์ดบนมือ ฮาซาฮินะซังก็เอามุกิชาที่เพิ่งชงเสร็จใหม่ ๆ มาวางให้กับผมก่อนจะส่งอีกแก้วหนึ่งให้โคอิสึมิที่นั่งยิ้มระรื่นอยู่ตรงข้ามกับผม อ่า~ หน้าร้อนนี่มุกิชาเย็น ๆ นี่แหละดีที่สุด ผมกระดกมุกิชาลงคอพร้อมความรู้สึกขอบคุณผู้ที่ชงมันอยู่ในใจ เวลาที่ฮารุฮิไม่อยู่ ห้องนี้ก็ช่างเงียบสงบอะไรอย่างงี้นะ แต่เอ๊ะ? ถ้าหากผมคิดแบบนี้ทีไรมันจะ......

ปึ้ง!!!!!

"ยะโฮ่! ขอโทษที่มาช้านะทุกคน"

นี่ถ้าผมกำลังวาดวิมาณ ก็คงเรียกได้ว่าวิมาณล่มแบบเฉียบพลันล่ะมั้ง ไม่รู้ว่าไอ้ความคิดนี้ของผมจะเป็นกุญแจในการเรียกให้เธอปรากฏตัวหรือไงกันฮารุฮิ

"ทุกคนดูนี่สิ!!"

ฮารุฮิที่เปิดประตูเข้ามาอย่างไม่ถนุถนอมสภาพประตู โชว์กล่องไม้กล่องขนาดกว้างประมาณ30 เซ็น และสูงประมาณ 8 เซ็น ที่อยู่ในมือข้างขวาของเธอพร้อมใบหน้ายิ้มระรื่น ไม่เอาน่าอย่ายิ้มแบบนั้นเลยขอร้องล่ะ เวลาเธอยิ้มแบบนั้นทีไรสังหรณ์ใจไม่ดีเลยเพราะมันแสดงว่าเธอกำลังคิดอะไรแผลง ๆ อยู่แน่ ๆ

"อะไรของเธออีกล่ะนั่น?"

ผมถามฮารุฮิที่กำลังเดินเข้ามาในห้องพร้อมกับวางกล่องไม้ใบใหญ่ลงตรงกลางโต๊ะที่อยู่ตรงหน้าผม โดยไม่ได้สนใจกระดานการ์ดเกมที่ผมกำลังเล่นกับโคอิสุมิเลย แม้แต่น้อย ยังไงก็ต้องขอบใจเธอนิด ๆ เพราะเธอทำให้เกมนี้ล้มไปก่อนที่ผมจะแพ้ยับเยิน แต่ถึงแบบนั้นก็ไม่อยากขอบใจเธอเลยเพราะเธอกำลังจะนำเรื่องยุ่งยากว่านั้นมาให้

"ฉันไปเอามาจากร้านขายของเก่าในเมือง"

ไปเอามาโดยใช้วิธีไหนเหรอแม่นางฮารุฮิ?

"คนขายเขาบอกว่ามันเป็มเกมอาถรรพย์ ผู้คนที่เล่นเกมนี้พวกเขาหายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอยจนปัจจุบันนี้ก็ยังหาตัวคนเหล่านั้นไม่พบ"

"แล้วเธอเอาไอ้นี่มาทำไมล่ะ?"

"มันก็แน่นอนอยู่แล้วไม่ใช่เหรอ? เราก็จะไขปริศนานั้นกันไงล่ะ!! ถ้าเราไขปริศนาของคดีนี้ได้ กองพันSOSของเราจะต้องโด่งดังแน่นอน"

อ่า~ ดูเหมือนว่าต่อให้เอาแมมมอธมาฉุดก็คงยื้อเธอไว้ไม่ได้ซะแล้วแหะ สุดท้ายลองฮารุฮิตัดสินใจแล้วละก็คงหยุดได้ยากซะแล้ว และดูสายตาคุณเธอตอนนี้มันก็บ่งบอกชัดเจนเลยว่า สมาชิกทุกคนที่อยู่ ณ ที่แห่งนี้ก็ต้องเข้าร่วมโดยไม่มีข้อกังขาใด ๆ สุดท้ายผมก็ต้องปล่อยเลยตามเลย

บอกตามตรง ผมไม่คิดว่าเกมอาถรรพย์อะไรที่ฮารุฮิว่ามาเนี้ยมันจะเป็นของจริงเลยซักกะติ๊ด อาจเป็นเพราะไอ้ลายสลักบนกล่องมันชวนขนลุกขนพองซะจนไม่มีใครอยากซื้อซะมากกว่าก็เลยเก็บเอาไว้จนเก่าฝุ่นจับหนาเตอะ ก็เลยดูเป็นของเก่าเป็นพัน ๆ ปีทั้งที่จริง ๆ อายุอานามมันอาจจะแค่ 3 ปีก็เป็นได้ เธอโดนต้มซะแล้วล่ะมั้งฮารุฮิ

แต่ถึงผมจะคิดแบบนั้น ผมก็ไม่กล้าพูดออกไป เพราะยังไงผมก็ยังไม่อยากเจ็บตัวด้วยบาทาเหินหาวอันเลื่องลือของเจ้าหล่อน และถ้าหากว่าเธอโดนต้มจริง ๆ เดี๋ยวผลมันก็ปรากฏเองและทุกอย่างก็คงจบลงไปเอง ทว่าเจ้าของร้านที่ฮารุฮิไปเอาเจ้านี่มาด้วยวิธีการใด ๆ ก็ตามของเจ้าหล่อน คงชะตาขาดแหง ๆ ผมคิดเช่นนั้นในขณะที่สมาชิกทุกคนมาล้อมวงรอบ ๆ กล่องไม้ใบนั้น ฮารุฮิเปิดฝากล่องที่ดูเก่าคร่ำคร่านั่นออก แล้วสิ่งผิดปกติก็เกิดขึ้น

แสงสว่างวาบทำเอาผมต้องรีบหลับตาลงโดยอัตโนมัติตามระบบป้องกันตัวเองของดวงตา ไอ้กล่องนี้มันใส่แฟลชบอมไว้หรือไงกันนะ?แสงที่สว่างจ้าทำเอาผมตาพร่าไปชั่วขณะ ผมสะบัดหน้าพร้อมกระพริบตาเล็กน้อยก่อนจะหลับตาลงอีกครั้งเพิ่งปรับสภาพดวงตาของผมให้กลับเป็นปกติผมกวาดสายตามองไปรอบ ๆ พบว่าห้องชมรมอันร้อนอบอ้าวที่ผมยืนอยู่ตะกี้มันได้หายไปแล้ว ที่นี่มันมืดชะมัดมองไม่เห็นคนอื่นเลย แต่เอ๊ะ ทำไมผมถึงมองเห็นตัวเองได้อยู่ล่ะ ถ้าอยู่ในความมืดจริงมันต้องไม่เห็นอะไรสิ

"นี่ ฮารุฮิ! นางาโต้!อาซาฮินะซัง!"

ผมตะโกนเรียกชื่อพวกเธอทั้ง 3 ออกไปดังภายในความมืดนี้แต่ก็ไม่มีเสียงตอบอะไรกลับมาเลย ช่วงเวลานั้น แสงทรงกลม ๆ ก็มาปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าผม นี่มันอะไรกันเนี่ย!!?

"ยินดีต้อนรับสู่เกมซากูว่า ท่านผู้กล้าพร้อมที่จะรับการท้าทายหรือยัง?"

บอลแสงลูกนั้นพูดกับผม แบบนั้น

"แกเป็นใคร?"

ผมไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะใจเย็นได้อีกจึงถามออกไปอย่างห้วน ๆ พร้อมกับจ้องเขม่งไปยังไอ้บอลแสงพูดได้นั่น

"ผมก็คือที่คอยทำหน้าทีอธิบายกฏต่าง ๆ ของเกมนี้ให้กับผู้เล่นทราบ"

เรื่องอัศจรรย์พันลึกบังเกิดกับผมอีกแล้ว ดูท่าว่าไอ้ที่ผมคิดเมื่อก่อนหน้านี้จะถูกขยี้เป็นผงไปอีกจนได้ เพราะไอ้เกมอาถรรพย์อันนี้ดูท่าจะเป็นของจริงเสียแล้วแล้วแบบนี้ผมจะทำยังไงดีเนี้ย?

"ที่นี่คือที่ไหน?"

"ภายในเกม ซากุว่า ถ้าหากเปิดกล่องแล้วก็เท่ากับว่าเกมได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว"

ไม่ตลกเลยนะ นี่ฉันกำลังอยู่ในกล่องไม้ทรงน่ากลัวนั่นหรือเนี้ย?

"แล้วฉันจะออกไปจากทีนี้ได้ยังไง?"

"ต้องพิชิตด่านทั้ง 8 และบอสทั้ง 4 ของเกมนี้"

"แล้ววิธีอื่นล่ะ?"

"ไม่มีวิธีอื่น หนทางออกไปจากเกมนี้มีหนทางเดียวคือต้องชนะเกมนี้เท่านั้น"

คำพูดของเจ้าบอลแสงที่แสนจะน่ารำคาญนั่นช่างตัดกำลังใจกันดีเสียจริง หรือจะพูดอีกอย่างผมคงจะต้องเล่นเกมที่ไม่รู้ว่าเล่นยังไงนี่เท่านั้นสินะชักเป็นห่วงคนอื่น ๆ ที่เหลือแล้วสิ

"แล้วเพื่อน ๆ ของฉันล่ะ? พวกเขาอยู่ที่ไหนแกรู้ไหม?"

ผมถามเจ้าบอลแสงลูกนั้นด้วยความไม่สบอารมณ์

"อยู่ที่ไหนซักแห่งในโลกแห่งนี้แหละ"

เป็นคำตอบที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลยซักกะติ๊ดที่ฉันอยากรู้คือชื่อสถานที่แบบเจาะจง และจะดีมากถ้าแกจะนำทางฉันไปนะเจ้าลูกชิ้นเรืองแสง

"แล้วฉันจะชนะเกมนี้ได้ยังไงกัน? บอกมาซิ"

"กฏของเกมซากุว่า มีง่ายก็คือทำตามเงื่อนไขของด่านแต่ละด่าน ซึ่งแต่ละด่านจะมีเงื่อนไขต่างกันไป ท่านจะใช้วิธีการไหนก็ได้ให้บรรลุจุดประสงค์ของด่าน ถ้าหากทำสำเร็จก็จะผ่านด่าน โดยแต่ละด่านจะมีการสะสมการ์ดและไอเท็มลับเฉพาะ โดยการ์ดที่ได้มาในแต่ละด่านสามารถนำเอาไปใช้งานได้ตามที่บนการ์ดใบนั้น ๆ ระบุไว้สำหรับไอเท็มจะมีคู่มือการใช้แถมมาให้ ส่วนบอสทั้ง4 นั้นจะหลบซ่อนอยู่ในแต่ละด่านซึ่งเปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆ ไม่แน่ไม่นอน เป็นหน้าที่ของท่านคือจะต้องค้นหาและกำจัดเสีย แต่โปรดระวังอาการบาดเจ็บที่เกิดในเกมนี้คือเรื่องจริง ดังนั้นถ้าท่านพลาดตายขึ้นมาก็แปลว่าท่านตายจริง ๆ นะครับ"

หลังจากฟังคำอธิบายอันยืดยาวของเจ้าบอลแสงทีอยู่ตรงหน้าแล้ว ผมก็พอจะเดาได้แล้วล่ะว่าทำไมผู้คนที่เล่นเกมนี้ถึงได้หายสาบสูญกันไป เมื่อผมรู้แบบนั้นผมมีความห่วงพวกที่หายไปเพิ่มมากขึ้น แต่ผมจะต้องทำยังไงถึงจะตามหาเขาได้ล่ะ? ใครก็ได้บอกผมที

"พร้อมจะเล่นเกมหรือยังท่านผู้กล้า?"

เจ้าบอลแสงที่แสนจะน่ารำคาญถามผมอีกแล้ว ตอนนี้ฉันไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะเล่นเกมบ้า ๆ บอ ๆ ของแกนะ!

"ขอถามอะไรอีกอย่างได้ไหม?"

"เชิญครับ"

"ระหว่างการเล่นเกมนี้ฉันจะมีโอกาสจะได้พบเพื่อน ๆ ของฉันระหว่างเกมไหม?"

"มีครับ หากว่าท่านเข้าไปในด่านที่มีคนอื่นเล่นอยู่ก่อนแล้ว และท่านยังสามารถจะสู้หรือร่วมมือกับคนผู้นั้นเพื่อเคลียร์ฉากได้ครับ"

ผมค่อยรู้สึกใจชื้นขึ้นนิดหน่อยที่ได้ยินแบบนั้น แต่ว่าการค้นหาที่ไม่รู้จะเริ่มจากที่ไหนก่อนนี้มันก็ไม่โสภาวันยังค่ำแหละน่า

"ด่านที่ 1 มี 5 ด่านย่อยเพียง 1 ด่านแล้วไปด่าน 2 เลยหรือว่าจะเคลียร์ทั้ง 5 ด่านย่อยก็ได้ ท่านพร้อมหรือยังท่านผู้กล้า"

คำถามที่ซ้ำซากและน่ารำคาญนั่นถูกถามขึ้นอีกแล้ว ดูท่าผมคงไม่มีทางเลือกนอกจากลงเล่นเกมนี้แล้วตามหาฮารุฮิกับคนอื่น ๆ ไปทีละฉากเท่านั้น แล้วดันมีฉากย่อยอีก นี่ผมต้องใช้เวลาค้นหาพวกเขาด้วยเวลานานแค่ไหนกันเนี้ย?

"ตกลงฉันพร้อมแล้ว"

"ถ้าเช่นนั้น เชิญเลือกกล่องปริศนา OBB ไปหนึ่งกล่องเพื่อใช้เป็นอุปกรณ์พื้นฐานครับ"

ช่วงเวลานั้นผมก็ต้องตาค้างเลยทีเดียว เพราะมีกล่องไม้เก่า ๆ สีน้ำเงินจำนวนมากมายมหาศาล พอๆ กับดาวบนท้องฟ้าปรากฏขึ้นรอบกายผม นี่เหมือนผมลอยคออยู่กลางทะเลกล่องเลยนะเนี้ย แต่ผมก็คิดว่าจะกล่องไหนก็คงเหมือนกันก็เลยหลับหูหลับตาหยิบมาเพราะคิดว่าคงเป็นอาวุธที่พอให้รอดตายในเกมนี้ได้บ้างล่ะน่า แต่ผมดันลืมคิดไปว่าถ้าเกมนี้มันง่าย ๆ ทุกคนที่เคยเล่นก็น่าจะมีคนรอดออกไปบ้างแหละ ใช่ผมลืมข้อนี้ ลืมสนิทเลยด้วย

พอหยิบกล่องได้ผมก็ได้พื้นที่รอบ ๆ ที่เดิมทีมืดสนิทแปรเปลี่ยนเป็นสถานที่แห่งหนึ่ง ที่นี่ที่ไหนกันนะ? มอง ๆ ไปโดยรอบก็พบแต่อาคารไม้ชั้นเดียวดูโทรม ๆ หลังเดียวบรรยากาศทีนี่ก็ดูอึมครึมไม่น้อย ยิ่งเป็นเวลาใกล้ค่ำที่ตะวันค่อย ๆ อ่อนแสงลงเรื่อย ๆ จนแทบจะไม่มีแสงแล้วนี่มันยิ่งชวนขนลุกดีชะมัด ผมลองมองให้ถี่ถ้วนเพื่อที่จะวิเคราะห์ว่าที่นี่ที่ไหนกัน

"ด่านนี้ท่านผู้กล้าจะต้อง กำจัดศัตรูที่อยู่ในด่านให้หมด โดยไม่จำกัดเวลา ฉากนี้มีไอเท็มลับซ่อนอยู่ด้วย ขอให้โชคดี"

เสียงของเจ้าบอลแสงกวนประสาทนั่นดังมาจากที่ไหนก็ไม่ทราบมาเข้าหูผมฟังเงื่อนไขแล้วก็เหมือนเกมทั่ว ๆ ไปที่มีวางขายกันตามท้องตลาดที่เราต้องรับบทเป็นตัวเอกของเกมแล้วฟาดฟันกับมอนสเตอร์ หรืออะไรก็ตามเพื่อให้เคลียร์ฉากแต่ว่าจะให้ผมสู้กับใครเหรอ? ที่นี่แม้แต่มดซักตัวก็ยังไม่มีวี่แววเลย ไม่สิแล้วอาวุธที่จะให้ผมเอาไปต่อสู้ล่ะมันอยู่ที่ไหน? อย่าบอกนะว่าผมต้องใช้มือเปล่า อ๊ะ ใช่แล้ว มันต้องอยู่ในกล่องที่ให้เลือกมาแน่ ๆ

ผมเปิดกล่องอย่างไม่รอช้าเลยโดยหวังว่าจะมีอาวุธเจ๋ง ๆ ซักชิ้น 2 ชิ้นในกล่องใบนี้แต่แล้ว ความฝันอันสวยหรูที่ผมวาดไว้เมื่อครู่ก็พังทลายลงไม่เป็นท่า เมื่อพบกับของที่อยู่ในกล่องใบ

"..........."

จะเรียกว่าใบ้รับประทานก็คงไม่ผิดนักถ้าคุณเจอแบบผม เพราะในกล่องนี้มันมีเพียงแค่ กะทะขนาดกลางกับ ตะหลิว แล้วก็ผ้ากันเปื้อนลายสตอเบอร์รี่ นี่แกจะให้ฉันเอาไอ้นี่ไปทำอะไรเนี้ย!!? ให้ไปทอดไข่เหรอ? และในระหว่างที่ผมหยิบไอ้กะทะที่ไม่รู้ว่าจะเอาไปทำพระแสงของ้าวอะไร ขึ้นมาดูผมก็เห็นเงาของใครบางคนเดินเยื้องย่างมาอย่างช้า เข้ามาหาผมเข้ามาใกล้ขนาดทีว่าผมพอมองเห็นรูปร่างของคนที่เดินมาอย่างชัดเจนทีเดียวล่ะ

ใช่แล้วผมเห็นอย่างชัดเจนเพราะถึงจะมืดลงแล้วแต่แสงนวล ๆ ของพระจันทร์ที่มีเพียงครึ่งดวงก็สว่างพอที่จะทำให้ผมมองเห็นคนที่อยู่ตรงหน้าได้ เธอเป็นเด็กผู้หญิงรูปร่างเล็ก ผมสั้นส่วนสีผมของเธอผมไม่แน่ใจนักแต่น่าจะน้ำตาลนะ หน้าตาของเธอก็ดูน่ารักใช้ได้ทีเดียว เข้ากับชุดกระโปรงวันพีชสีขาวที่ประดับด้วยโบว์อันใหญ่สีน้ำเงินที่ส่วนอก พร้อมด้วยหมวกบาเร่สีขาวที่สวมอยู่เสียจริง แต่ว่าแววตาของเธอทำไมมันดูน่ากลัวผิดกับใบหน้าอันน่ารักของเธออย่างสุดขั้ว แถมไอ้ของที่อยู่ในมือขวาเธอนี่มันก็ไม่น่ารักเลยซักกะติ๊ดเดียว แต่ถึงแบบนั้นผมก็พยายามมองโลกในแง่ดีและเดินเข้าไปใกล้เธอ"เอ่อ ขอโทษครับไม่ทราบว่าที่นี่.........."

ผมกะจะถามเธอว่าที่นี่ที่ไหน แต่ว่าผมยังพูดไม่จบประโยคเสียด้วยซ้ำ ไอ้ของในมือขวาของเธอก็ฟาดพุ่งตรงมาที่หัวผมชนิดกะผ่าหัวผมแบบกลางแสกหน้าเลย แต่ไม่รู้ว่าเพราะผมหลบเก่ง หรือเธอจงใจพลาดล่ะทำให้คมมีดปังตออันนั้นเฉี่ยวเส้นผมของผมขาดไปนิดหน่อย แต่ทำไมจู่ ๆ ถึงจะฟันหัวผมล่ะนี่ผมพูดอะไรผิดเหรอ?

"อะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า"

เธอหัวเราะออกมาดังลั่นใบหน้าเธอตอนนี้อย่างกับฆาตกรโรคจิตก็ไม่ปานนี่ผมคงอยู่ตรงนี้ไม่ได้แล้วใช่ไหมเนี้ย? แต่ดูเหมือนว่าเธอจะไม่เปิดโอกาสให้ผมคิดเลย คมมีดของปังตอในมือนั่นฟาดมาที่ผมอีกแล้ว

แคร้ง!!!

เคราะห์ดีที่กะทะในมือผมสามารถทำหน้าที่เป็นโล่ห์ได้ ดูเหมือนว่าผมจะเห็นประโยชน์ของกะทะว่ามีดีอย่างอื่นนอกจากเอาไว้ทอดไข่ ก็คงเป็นตอนนี้แหละ แต่ผมก็รู้สึกได้พลังที่ฟาดเข้ามามันแรงมหาศาลขนาดไหนเล่นเอามือผมทั้งสองสั่นสะท้าน นี่เธอไปเอาแรงโคแรงกระบือที่ผิดกับรูปร่างของเธอแบบนี้มาจากไหน แม่หนูปังตอ

ผมตัดสินใจวิ่งหนีสุดกำลังเพราะขืนอยู่ตรงนี้ต่อไปคงไม่แคล้วว่าผมคงได้ไปเกิดใหม่เป็นแน่แท้ แต่ว่าทำไมเธอถึงมาดักหน้าฉันได้ล่ะเนี้ย!!?

แคว๊ก!!!

เสียงเสื้อของผมที่ขาดออกเพราะคมมีดในมือเธอดังขึ้นภายใต้แสงจันทร์นวล ๆ นั้นถึงผมจะเตรียมตัวหลบไว้ก่อนแล้ว แต่แม้หนูนี่ก็ไวทายาทเสียจริง ๆ ทำเอาผมต้องใช้กะทะ เป็นอาวุธในการต่อกรกับปังตอที่คมกริบ และจังหวะก็เป็นของผมเมื่อผมปัดมีดให้ออกห่างตัวผมได้พร้อมทำให้เกิดช่องว่างบริเวณหน้าท้องของแม่หนูนั่นผมก็รีดสอดเท้ายันใส่ที่ตรงจุดว่างนั้นโดยไวพอเธอล้มผมก็ถือโอกาสใส่เกียร์สุนัขวิ่งหนีทันที ขอโทษนะแม่หนูปังตอ

ผมโกยอ้าวหนีมาคิดว่าน่าจะพ้นแล้วแต่เบื้องหน้ากลับมีเด็กผู้ชายคนหนึ่งในชุดเสื้อเชิ๊ตสีขาว กางสีดำ ถือไม้เบสบอลมาดักรอผมอยู่ คราวนี้ผมคงจะไม่มองโลกในแง่ดีแล้วล่ะ เพราะเขาวิ่งเข้ามาหาผมพร้อมกับหน้าที่ทำอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อผมอย่างงั้นแหละไม้เบสบอลก็เงื้อมาอย่างสุดแขน แล้วผมจะยืนอยู่ทำไมละ? หลบสิ!!

ผมกระโดดหลบมาด้านข้างทำให้เขาฟาดพื้นไปเต็มเปา นี่มันอะไรกันนักกันหนานี่ผมอยู่ในเซอร์วายเวอร์เกมหรือไงกันนะ? แต่ว่าระหว่างที่ผมกำลังหาทางหนีอยู่นั้น ก็มีผู้หญิงผมยาวสีเขียวมัดเป็นหางม้าโผล่ออกมาอีกคน นี่จะรุมกินโต๊ะผมหรือไงเนี้ย!!?

ผู้หญิงผมเขียวในชุดเสื้อยืดสีเหลือง กางเกงยีนสีออกน้ำเงิน ๆ ที่เอวผู้เสื้อแขนยาวสีขาวเอาไว้ ชักปืนออกมาเล็งยิงใส่ผม เฮ้ย!! เฮ้ย!! แบบนี้มันไม่โกงไปหน่อยเหรอ!!?

ปัง!!! ๆๆ ๆ

เสียงปืนที่ดังขึ้นติด ๆ หลายนัดจนกระทั่งเงียบไป ผมเดาได้เลยว่าเธอคงกะรั่วกระหน่ำฝังผมชนิดหมดแม็กชัวร์ ๆ ผมวิ่งหลบพร้อมยกกะทะบัง แม้ไม่คิดว่ามันจะช่วยได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนว่าผมจะคิดผิดแหะ กะทะใบนี้กันกระสุนได้แหะ มันทำด้วยอะไรกันนะอยากรู้ขึ้นมาตงิด ๆ แล้วสิ แต่คงไม่ใช่เวลานี้แล้วแน่ ๆ ดูเหมือนผมจะโดนล้อมกรอบซะแล้วไอ้หนุ่มไม้เบสบอล แม่หนูปังตอ แล้วก็แม่สาวปืนไวคนนี้ ทำไงดีล่ะเนี้ย? กะทะใบเดียวจะยื้อชีวิตผมได้นานแค่ไหนกันนะ?

ทั้ง 3 เปิดฉากไล่ถลุงผมอีกครั้ง จนผมต้องวิ่งกลับทางเก่าอย่างไม่คิดชีวิต แต่ทำไมนะแม่หนูปังตอถึงได้ตามผมมาได้ติด ๆ แบบนี้เธอเป็นนักวิ่งทีมชาติหรือไงกัน!?แต่มันแย่กว่านั้นตรงที่เธอปัดกะทะในมือผมหลุดกระเด็นไปเสียแล้วและตัวผมก็ล้มลงอีกด้วย แย่ล่ะฟางเส้นสุดท้ายขาดไปซะแล้ว นี่ผมจะโดนเชือดที่นี่หรือ?................

"จงอย่ายอมแพ้ ถ้าไม่อยากเสียสิ่งที่รักที่สุดไป"

คำพูดนี้ดังก้องขึ้นมาให้หัวผม ใช่มันเป็นคนพูดที่ตัวผมในอนาคตได้พูดทิ้งไว้ ถ้าผมตายที่นี่ก็คงจะไม่มีผมในอนาคตแต่นั่นไม่สำคัญหรอก ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่ได้ทำในสิ่งที่ผมฝันเลยจะยอมตายง่าย ๆ ที่นี่ได้ไงกัน ยังไงตอนนี้ผมก็รักตัวเองเป็นอันดับหนึ่งล่ะ ดังนั้นผมจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ คิดได้แบบนี้ผมก็รีบกำมือข้างขวาให้แน่นพร้อมคิดถึงไอ้ ซาโซบะ อะไรนั่นที่ตัวผมในอนาคตให้มาในทันที

แคร้ง!!!!

เสียงโลหะปะทะกันดังกึกก้อง คมบังตอของแม่หนูชุดขาวนั่นอยู่ห่างใบหน้าผมเพียงไม่กี่เซ็นโดยมีคมดาบในมือของผมมากั้นไว้ให้มันมาโดนผมในขณะที่ผมยังไม่ได้ลุกขึ้นแม่หนูปังตอก็ออกแรงกดหมายให้ปังตอสับหัวผมให้จงได้ เรี่ยวแรงเธอเยอะชะมัด ไปกินช้างมาหรือไงกัน!!?

Stand By

เหมือนเสียงสวรรค์มาโปรดเลย เจ้าแมงป่องสีเงินโผล่พรวดมาจากดินข้าง ๆ หัวผมก็จะกระโดดเข้าไปเสียบตัวเองลงบนช่องว่างของดาบบนมือผมโดยผมไม่ต้องหยิบมันมาใส่เองแสนรู้ดีเหมือนกันแหะ

Henshin

สิ้นเสียงนี้ร่างผมก็เริ่มถูกอะไรบางอย่างห่อหุ้มเอาไว้ ตั้งแต่หัวจรดเท้าในเวลาเพียงพริบตาเดียว พร้อมกับการกระเด็นออกไปของผู้ที่กำลังจะทำร้ายผม ดูเหมือนว่าหลังแปลงร่างเสร็จจะมีแรงผลักเล็ก ๆ ที่อัดกระแทกเธออกไป แต่มันก็เป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาดเสียจริงทั้ง ๆ ที่โดนหุ้มทั้งตัวแต่ผมกลับไม่รู้สึกว่าอึดอัดหรือร้อนเลย ถึงดีไซน์ไอ้ชุดนี้จะไม่โดนใจผมเท่าที่ควรก็ตาม แต่อย่างน้อย ๆ ตอนนี้ก็น่าจะดีกว่าใช้กะทะเหล็กเมื่อกี้แหละน่า ผมรีบลุกขึ้นยืนทันที เพราะผมจะโต้กลับบ้างแล้ว

To Be Conitnue

ความรู้ที่ควรมีสำหรับอ่านตอนนี้คือ

Higurashi no Naku Koro ni